วันนี้เรามาทำความรู้จักSTROKEกันนะคะ
โรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ มีอาการยังไงบ้าง
หากมีอาการแล้วเราควรปฏิบัติอย่างไร
และวันนี้ทาง ไอเฮลท์ เนอร์ส แคร์ มีเคล็บลับดีๆ
ของการห่างไกลSTROKEมาฝากด้วยนะคะไปดูกันเลยค่ะ

STROKE‼️ 🚨🚨รู้เร็ว...รอดได้🚨🚨
STROKE โรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ มีอาการยังไงบ้าง
หากมีอาการแล้วเราควรปฏิบัติอย่างไร

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก med.nu.ac.th และ si.mahidol.ac.th

โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร

หรือเรียกว่าโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือด
อุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆขึ้น

สมองทำงานโดยอาศัยพลังงานจากน้ำตาลกลูโคสและออกซิเจนที่อยู่ในกระแสเลือด ซึ่งสูบฉีดมาจากหัวใจผ่านทางหลอดเลือดสมอง เมื่อเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง เช่น เกิดการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดสมองจะมีผลให้สมองขาดออกซิเจนจึงเกิดภาวะสมองขาดเลือดและเนื้อสมองตายตามมาในที่สุด ในกรณีที่เกิดการแตกของหลอดเลือดสมอง เบือดที่ออกจะกดเบียดเนื้อสมองบริเวณโดยรอบส่งผลให้เกิดอาการทางระบบประสาทขึ้น

สมองแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกัน เมื่อสมองส่วนหนึ่งเกิดการขาดเลือด หรือถูกกดเบียดร่างกายซึ่งถูกควบคุมด้วยสมองก็จะเกิดความผิดปกติตามมา เช่น มีอาการแขยขาอ่อนแรงครึ่งซีก การมองเห็นผิดปกติ มีปัญหาในการใช้คำพูดติดต่อ สื่อสาร เป็นต้น

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

  1. หลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน (ischemic stroke) พบได้ประมาณ 70-85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด
  2. หลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) ทำให้มีเลือดออกมาอยู่ในเนื้อสมอง (intracerebral hemorrhage) หรือเยื่อหุ้มสมอง (subarachnoid hemorrhage) พบประมาณ 15-30% ของโรคหลอดเลือดสมอง

ความผิดปกติของโรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกได้เป็นชนิดต่างๆ ดังนี้คือ

  1. โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 80%
    ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดจากอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไปเพียงพอ ส่วนใหญ่ แล้วมักเกิดร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง

    โรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้ยังแบ่งออกได้อีก 2 ชนิดย่อย ได้แก่
    • โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Thrombotic Stroke) เป็นผลมาจากหลอด
    เลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวานทำให้เลือด
    ไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้
    • โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากการอุดตัน (Embolic Stroke) เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้
    เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมองได้อย่างเพียงพอ
  2. โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) เกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองแตก หรือ
    ฉีกขาด ทำให้เลือดรั่วไหลเข้าไปในเนื้อเยื่อสมอง พบได้น้อยกว่าชนิดแรก คือประมาณ 20%

    สามารถแบ่งได้อีก 2 ชนิดย่อย ๆ ได้แก่
    • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) เกิดจากความอ่อนแอของหลอดเลือด
    • โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ(Arteriovenous Malformation) ที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด
    สมองตั้งแต่กำเนิด

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงมีหลายสาเหตุ โดยอาจแบ่งออกเป็น ปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และปัจจัยที่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้คือ

  1. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
  • อายุ : ในผูที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเนื่องจากอายุมากขึ้นหลอดเลือดจะมีการแข็งตัวมากขึ้น และมีไขมัน
    เกาะหนาตัวท าให้เลือดไหลผ่านได้ล าบากมากขึ้น
  • เพศ : เพศชาย มีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะในขณะที่มีอายุยังน้อย

2. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่เกิดจากรูปแบบการด าเนินชีวิต โดยมากสามารถ
ปรับเปลี่ยนได้ไม่ว่าจะด้วยการปรับเปลี่ยนทางพฤติกรรม หรือการใช้ยา ได้แก่

  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • การสูบบุหรี่
  • โรคหัวใจ ทั้งโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคลิ้นหัวใจต่างๆ

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

สามารถพบอาการได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับต าแหน่งของสมองที่เกิดการขาดเลือดหรือถูกท าลาย โดยอาการ
ที่สามารถพบได้บ่อย ได้แก่

  • อาการอ่อนแรง หรือมีอาการอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยมากมักเกิดกับร่างกายข้างใดข้าง
    หนึ่ง เช่น ครึ่งซีกด้านซ้ายเป็นต้น
  • อาการชา หรือสูญเสียความรู้สึกของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับอาการอ่อนแรงที่มักเกิดกับ
    ร่างกายครึ่งซีกใดครึ่งซีกหนึ่ง
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการพูด เช่น พูดไม่ได้พูดติด เสียงไม่ชัด หรือไม่เข้าใจค าพูด
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว เช่นเดินเซ หรือมีอาการเวียนศีรษะเฉียบพลัน
  • การสูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือเห็นภาพซ้อน
    อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในบางกรณีอาจเกิดเป็นอาการเตือนเกิดขึ้นชั้วขณะหนึ่งแล้ว
    หายไปเอง หรือเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร เรียกว่าภาวะมีสมองขาดเลือดชั่วคราว
    (transient ischemic attack) ซึ่งพบได้ประมาณ 15%

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack, TIA) คืออะไร?

ผู้ป่วยที่เกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ หรืออัมพฤกษ์ จะมีอาการและแสดงอาการเหมือนกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แต่จะหายกลับเป็นปกติได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ ภายใน 30 นาที

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ ถึงแม้ว่าอาการจะเกิดเพียงระยะเวลาไม่นาน แต่มีความสำคัญมากเพราะเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตราย จากการศึกษาพบว่า อัตราการเกิดภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตซ้ำสูงถึง 5% ภายใน 48 ชั่วโมง และ 10% ที่ระยะเวลา 3 เดือนหลังเกิดอาการ ดังนั้น แม้ว่าอาการต่างๆ จะหายไปแล้วก็ตามยังต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและป้องกันการเกิดซ้ำ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด

ในปัจจุบัน โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดสามารถให้การรักษาได้โดยความรวดเร็วในการรักษาถือเป็นสิ่ง
ที่ส าคัญที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้จะทำให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาภายในระยะเวลา
3-4.5 ชั่วโมงยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาได้แก่

  • ยาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อละลายลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น ยิ่ง
    ได้รับเร็วประสิทธิภาพในการรักษาก็จะยิ่งดีขึ้น
  • ยาต้านเกล็ดเลือด เป็นยาที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การอุดตันลดลง ยาในกลุ่มนี้ที่
    นิยมใช้ได้แก่ยาแอสไพรินใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในระยะเวลาที่เกิน 4.5 ชั่วโมง และให้เพื่อป้องกันการ
    เกิดซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดในระยะยาว
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ใช้ในผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติเพื่อป้องกันการเกิดการกลับเป็น
    ซ้ำในระยะยาว
    หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาการของผู้ป่วยจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ และอาจกลับมาเป็นปกติได้
    ภายใน 6 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมอง และในระหว่างการพักฟื้นผู้ป่วยจะต้องได้รับการ
    กายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความสามารถในการสื่อสาร และการเคลื่อนไหวเพื่อให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือด ซึ่งการลดความเสี่ยงทำได้
ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะส่งผลให้เกิดภาวะ
    คอเลสเตอรอลในเลือดสูง รวมถึงอาหารที่มีรสเค็มจัด ที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
  • ควบคุมน้ าหนัก โรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่าง ๆ รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง การควบคุม
    น้ าหนักจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยระยะเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
    โดยควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
  • งดสูบบุหรี่
    นอกจากนี้ควรรับการตรวจรักษาต่อเนื่องกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆโดยการใช้
    ยาร่วมกัน ได้แก่
  • การให้ยาควบคุมระดับคอเลสเตอรอล โดยควรได้รับการตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 6-12
    เดือน หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตาม
    อาการ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติโดยความดันโลหิตที่เหมาะสม คือ ต่ำกว่า 140/90 มม.
    ปรอท
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิต นอกจากนี้
    ควรรับประทานยาอย่างสม่ าเสมอ จะช่วยควบคุมอาการได้และท าให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองลดลง
  • กรณีเป็นโรคหัวใจ ควรรับการรักษาโรคหัวใจอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยกรณีเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
    ควรได้รับยาป้องกันเลือดแข็งตัว

สำหรับท่านที่มองหา Nursing Home ที่สะอาด ปลอดภัย ไว้ใจได้ ให้กับคุณพ่อ คุณแม่ และคนที่คุณรัก

ทางเราขอแนะนำ iHealth Nurse Care ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ได้มาตรฐาน บนถนนศรีนครินทร์ ใกล้ห้างซีคอนสแควร์
บริหารโดยพยาบาลวิชาชีพที่พร้อมให้บริการจากใจบนพื้นฐานองค์ความรู้แบบมืออาชีพและมาตรฐานเชิงรุก เพื่อส่งมอบรอยยิ้มและความสุขในกับผู้สูงอายุทุกท่าน
สนใจสามารถนัดหมายเพื่อชมสถานที่ หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่
02-0005392
091-095-7680
090-9789613

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ไอเฮลท์ เนอร์ส แคร์

ศูนย์เราตั้งอยู่บริเวณ #ใกล้โรมแรมคิงปาร์คศรีนครินทร์ #ใกล้ซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์ #พาราไดซ์ศรีนครินทร์ #ใกล้สวนหลวงร.9
iHealth Nurse Care บริการด้วยใจ อบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว ❤️